ลูกชุบ

posted on 03 Sep 2011 18:39 by lasanyaboy

                            ลูกชุบ
 
 
ประวัติขนมลูกชุบ
 

ขนมไทยเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในสมัยอยุธยา ดังปรากฎข้อความในจดหมายเหตุหลายฉบับ บางฉบับกล่าวถึง “ย่านป่าขนม” หรือตลาดขนม บางฉบับกล่าวถึง “บ้านหม้อ” ที่มีการปั้นหม้อ และรวมไปถึงกระทะ ขนมเบื้อง เตาและรังขนมครก แสดงให้เห็นว่าขนมครกและขนมเบื้องนั้น คงจะแพร่หลายมากจนถึงขนาดมีการปั้นเตาและกระทะขาย บางฉบับกล่าวถึงขนมชะมด ขนมกงเกวียนหรือขนมกง ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมลอดช่อง

ขนมไทยแท้ๆ นั้น จากการศึกษาพบว่า ส่วนประกอบหลักของขนมไทยมักหนีไม่พ้นของสามสิ่ง คือ แป้ง น้ำตาล และ มะพร้าว นำมาคลุกเคล้าผสมผสาน ดัดแปลงตามสัดส่วนที่เหมาะสมด้วยวิธีต่างๆ เช่น นึ่ง ต้ม ทอด จี่ ผิง ก็จะได้ขนมไทยมากมายหลายชนิด คนไทยสมัยโบราณไม่ได้กินขนมทุกวัน หากแต่จะได้กินก็ต่อเมื่อมีงานนักขัตฤกษ์ หรืองานบุญสำคัญเท่านั้น ขนมไทยที่มักพบกันบ่อยที่กินกับน้ำกะทิ และทำเลี้ยงแขกเสมอ คือ ขนมสี่ถ้วย ซึ่งหมายถึง ไข่กบ (เม็ดแมงลัก) นกปล่อย (ลอดช่อง) มะลิลอย (บัวลอย) และอ้ายตื้อ (ข้าวเหนียวน้ำวุ้น) ส่วนขนมอื่นๆ มักใช้ในงานมงคลต่างๆ เช่น ขนมชั้น ขนมจ่ามงกุฎ ขนมกง ขนมสามเกลอ ขนมปุยฝ้าย เป็นต้น ฯลฯ

ในงาน "นิทรรศการขนมนานาชาติ" ซึ่งจัดโดยภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2541 ได้จำแนกกลุ่มขนมหวานของไทยที่ได้รับอิทธิพลจาก วัฒนธรรมโปรตุเกส คือ ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอด บ้าบิ่น ลูกชุบ ขนมผิง ทองม้วน ขนมหม้อแกง ขนมไข่กะหรี่ปั๊บ มีหลักฐานพบว่า ในโปรตุเกส ขนมที่ชื่อ ตรูซูช ดาช กัลดัช (Trouxos das caldas) คือ ต้นตำรับของขนม ทองหยิบ และขนม Fios de Ovos คือ ขนมฝอยทอง ส่วนขนม เกลชาดาซ เดอ กรูอิงบรา (Queijadas de Coimbra) เป็นต้นตำรับ ขนมบ้าบิ่น ของไทย ซึ่งใช้เนยแข็ง แต่ในบ้านเราใช้มะพร้าวแทน

สำหรับ ลูกชุบ เป็นขนมประจำถิ่นโปรตุเกส แพร่หลายมาถึงย่านเมดิเตอร์เรเนียนแถบฝรั่งเศสตอนใต้ เพราะอยู่ใกล้บ้าน เช่น เมืองนีซ เมืองคานส์ ก็มีขนมลูกชุบมากมายทั้งเมือง ลูกชุบในภาษาโปรตุเกส เรียกว่า Massapa'es เป็นขนมประจำถิ่นของ แคว้นอัลการ์วิ (Aigaeve) โดยโปรตุเกสใช้เม็ด อัลมอนด์ เป็นส่วนผสมสำคัญ แต่บ้านเราไม่มี จึงต้องคิดด้วยการใช้ ถั่วเขียว แทน เนื่องจากขนมโปรตุเกสจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ความชำนาญพิเศษ จึงจะได้ขนมหวานที่รสชาติดีออกมาสีสันสวยงาม

ดังนั้น แม้ทุกวันนี้ ขนมฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ยังเป็นขนมยอดฝีมือที่ผู้ทำต้องมีความชำนาญ และได้รับการยกย่อง หากทำขนมประเภทนี้ได้รสชาติดี สวยงาม ประณีต

 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับลูกชุบ 

การทำลูกชุบจะต้องอาศัยใจรักการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญความประณีต
บรรจงเพื่อให้เกิดความสวยงามและการรักษาความสะอาดเพื่อให้ถูกสุขอนามัย
ดังนั้นการทำลูกชุบเปรียบเสมือนเป็นทั้ง"ศาสตร์" และ "ศิลป์" ในตัวของมันเอง

ลักษณะของลูกชุบที่ดีคือ

 

  1. มีความเหมือนจริง ตามลักษณะของจริงที่ปั้นเลียนแบบ
  2. มีสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งรูปร่างและรูปทรง
  3. มีสีสวยงาม คล้ายของจริงหรือใกล้เคียง และไม่เป็นอันตราย
  4. รสชาติหวานมัน
  5. ผิวสัมผัสของถั่วของถั่วนุ่มนวล เนื้อเนียน
  6. วุ้นที่เคลือบไม่หนาจนเกินไป เป็นมันแวว
  7. วัสดุที่ใช้ตกแตง ต้องไม่ทำให้เป็นพิษต่อผู้บริโภค

 วิธีอบควันเทียน

 

  1. นำถั่วที่กวนได้ที่พักไว้ให้เย็น ใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด ไม่ควรใช้ภาชนะพลาสติกจะทำให้กลิ่นเหม็นของ พลาสติกปนในถั่วกวน
  2. วางถ้วยกระเบื้องเล็กไว้ตรงกลางถั่วกวน
  3. จุดเทียนอบทั้ง 2 ข้าง ให้เปลวไฟติดดีแล้วดับให้เกิดควัน
  4. วางเทียนบนถ้วยกระเบื้อง ปิดฝาให้สนิทพักไว้ประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง
  5. กลับถั่วด้านบนลงข้างล่าง แล้วจุดเทียนอบใหม่อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้อาจจะพักไว้ค้างคืนเลยก็ได้
  6. 

ข้อเสนอแนะ

 

  1. การเคี่ยววุ้น ควรใช้ไฟอ่อนหรือไฟปานกลางและควรคนบ่อยๆ มิฉะนั้นจะทำให้วุ้นติดก้นภาชนะและไหม้
  2. การใส่น้ำตาลทรายจะช่วยทำให้วุ้นมีความมันแวววาวขึ้น
  3. การชุบวุ้นควรชุบขณะสีแห้งสนิทก่อนมิฉะนั้นสีจะละลาย
    ลงไปในวุ้น ทำให้ลูกชุบสีด่าง
  4. ไม้ปักที่ใช้แล้ว ก่อนนำมาใช้ในครั้งต่อไป ควรนำไปต้มให้สีออกหมด ล้างให้สะอาด ตากให้แห้งก่อนใช้ เพื่อป้องกันสีตก การเหม็นหืนและเป็นรา
 อุปกรณ์ในการทำขนมลูกชุบทั้งหมด
 
  • ไม้ไผ่ สำหรับเสียบลูกชิ้น เหลาปลายทั้ง 2 ข้าง
  • ถ้วยตะไลขนาดเล็ก สำหรับผสมสีควรใช้สีขาวจะได้เห็นความสดของสีได้อย่างชัดเจน
    และควรเป็นกระเบื้องเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด
  • โฟม หรือท่อนกล้วย สำหรับพักลูกชุบที่ทาสีหรือชุบวุ้น
  • สำลี พันกับไม้สำหรับระบายสี
  • พู่กัน สำหรับทำลวดลาย
  • มีดบาง สำหรับตัดวุ้นส่วนที่เกิน ควรจะต้องคม
  • กรรไกร สำหรับตัดใบหรือวัสดุตกแต่ง
  • ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน สำหรับช่วยในการตกแต่งรูปทรงลูกชุบ
  • อ่างใส่น้ำ สำหรับล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่มีถั่วติดมือ
  • ผ้าเช็ดมือ ผ้าที่มีการซับน้ำได้ดีไม่มีขนติดมือ สะอาด
  • กล่องพลาสติก สำหรับใส่ลูกชุบที่ปั้นเสร็จแล้ว
  • ถาด สำหรับวางหรือพักวัสดุอุปกรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้สกปรก
  • สีผสมอาหาร
  • หลอดหยด สำหรับหยดสี
  • ผ้าขาวบางสำหรับคลุมลูกชุบที่ปั้นเสร็จแล้ว ก่อนใช้ควรชุบน้ำบิดหมาด
  •  

    ประโยชน์ของขนมลูกชุบ

    1.มีสีสันน่ารับประทาน ดึงดูดต่อผู้ซื้อเมื่อนำไปวางขายในตลาด

    2.เป็นขนมที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจกันมาก

    3.ได้ประโยชน์ นั่นคือ โปรตีน จากถั่วเขียว ในส่วนผสมของลูกชุบ

    4.สามารถนำมาดัดแปลงโดยทำเป็นรูปทรงต่างๆนอกจากจะทำเป็นรูปทรงผลไม้ได้แล้วยังสามารถทำเป็นรูปทรงของรูปปั้น สัตว์ และ สถานที่สำคัญต่างๆได้อีกด้วย

    5.เป็นขนมที่สามารถดึงดูดให้คนไทย ได้อยากลองฝึกฝนทำขนมชนิดนี้

    

     

           ขนมลูกชุบรูปเหล่าหมูน้อย

     

    

               ขนมลูกชุบที่วางขายในตลาดทั่วไป แบบกล่อง

    

    

                  ลูกชุบข้าวปั้นซูชิ

    

    

                   ลูกชุบดังสำนวนที่กล่าวไว้ว่า "นกเอี้ยงบนหลังควาย"

     

    

                            ขนมลูกชุบที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป

     

     

    edit @ 3 Sep 2011 19:16:20 by bryan

    คำถามทบทวน หน้า 69 ข้อ 1-15

    posted on 16 Aug 2011 19:32 by lasanyaboy
    ข้อที่ 1 มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร
    ตอบ มัลติมีเดียมีความหมายโดยเฉพาะเจาะจงอยู่ 3 ความหมาย คือ มัลติมีเดียเป็นระบบสื่อสารข้อมูลข่าวสารหลายชนิด โดยผ่านสื่อทางคอมพิวเตอร์ซึ่งประกอบด้วย ข้อความ ฐานข้อมูล ตัวเลข กราฟิก ภาพ เสียง 
    และวีดิทัศน์ และในความหมายที่ 2 มัลติมีเดีย คือ การใช้คอมพิวเตอร์สื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟ ภาพศิลป์ (Graphic Art) เสียง (Sound) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และวีดิทัศน์ เป็นต้น ส่วนในความหมายที่ 3  มัลติมีเดีย คือ โปรแกรมซอฟต์แวร์ที่อาศัยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอโปรแกรมประยุกต์  ซึ่งรวมถึงการนำเสนอข้อความสีสัน  ภาพ กราฟฟิก (Graphic images) ภาพเคลื่อนไหว (Animation)  เสียง (Sound) และภาพยนตร์วีดิทัศน์ (Full motion Video) ส่วนมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) จะเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่รับการตอบสนองจากผู้ใช้โดยใช้คีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) เป็นต้น
           เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูล คือ มัลติมีเดีย จะช่วยเป็นสื่อในการนำเสนอข้อมูลที่ออกมาในรูปแบบของสื่อสิ่งต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ วิดีทัศน์ โปรเจคเตอร์ เป็นต้น
    ข้อที่ 2 การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร
    ตอบ - เว็บไซต์จะสะดวกต่อการนำเสนอข้อมูลและสามารถนำข้อมูลมาเซฟไว้เพื่อไปเปิดนำเสนอในที่ต่างๆได้รวมถึงเว็บไซต์ยังช่วยทำให้ผู้สร้างเว็บไซต์เกิดความสร้างสรรค์ต่อการนำเสนอพัฒนาข้อมูลและสามารถตกแต่งเว็บไซต์ได้อย่างสวยงาม ดีกว่าเอกสารตรงที่เอกสารจะไม่ค่อยน่าสนใจในการรายงานและถ้าไม่ใช้เอกสารในการนำเสนอข้อมูลโดยที่ใช้เว็บไซต์แทน จะช่วยประหยัดทรัพยากรของโลกได้อีกด้วย เพราะลดการใช้กระดาษจากเอกสาร
    ข้อที่ 3 Microsoft Powerpoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง
    ตอบ สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของ ภาพเคลื่อนไหว เสียง  ภาพนิ่ง ตัวหนังสือในรูปแบบต่างๆ วีดิโอ กราฟฟิก และสามารถใส่เอฟเฟคเพื่อเพิ่มความน่าสนใจของการนำเสนอในแต่สไลด์ได้อีกด้วย 
    ข้อที่ 4 การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft Powerpoint แตกต่างกันอย่างไร
    ตอบ แตกต่างกันตรงที่การเชื่อมโยงภายใน คือ การเชื่อมโยงข้อมูลไป ณ จุดต่างๆ สไลด์ต่างๆภายในไฟล์เดียวกัน ส่วนการเชื่อมโยงภายนอก คือ การเชื่อมโยงข้อมูลไปในแหล่งข้อมูลอื่นๆนอกไฟล์นี้ โดยอาจจะเชื่อมโยงไปในลิงค์ต่างๆที่อยู่นอกไฟล์งานนำเสนอนี้
    ข้อที่ 5 นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง
    ตอบ เทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลได้อีก คือ โปรเจคเตอร์ มอนิเตอร์ วีดิทัศน์ วีดิโอ โทรทัศน์ โน้ตบุ๊ค และยังมีสื่อต่างๆอีกมากมายที่สามารถทำได้ โดยอาจจะเชื่อมโยงหาเครื่องนำเสนอด้วยกันเพื่อให้เกิดการนำเสนอในรูปแบบอื่นๆอีก
    ข้อที่ 6 นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด
    ตอบ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของการใช้ โปรเจคเตอร์ เพราะว่า โปรเจคเตอร์ สามารถนำเสนอข้อมูลให้กับผู้คนได้เป็นจำนวนมากรวมถึงเมื่อนำเสนอให้กับคนหมู่มากได้ดูแล้ว จะทำให้ประหยัดเวลาในการนำเสนอได้อีกด้วย จากตอนแรกที่นำเสนอในรูปแบบ อื่นๆอาจจะไม่สามารถนำเสนอให้กับคนได้อย่างทั่วถึงแล้วอาจจะทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ก็เป็นได้ ดังนั้นการนำเ้สนอในรูปแบบดังกล่าว อาจจะทำให้ง่ายและสะดวกในปัจจัยต่างๆในการนำเสนอ และสามารถที่จะทำกิจกรรมอย่่างอืิ่่นได้อีกมากมาย
    ข้อที่ 7 การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร
    ตอบ  การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้โดยที่กดคลิ๊กขวาบริเวณที่วางตรงบริเวณใดก็ได้จากนั้นหาไอคอนคำว่า "แม่แบบ" แล้วเลือกต่อตรงคำว่าออกแบบภาพนิ่ง จะมีแม่แบบขึ้นมาให้เราเลือกมากมาย เราสามารถที่จะเลือกใช้ได้ตามสะดวกและความสวยงามของเรา
    ข้อที่ 8 การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด
    ตอบ การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวสามารถตั้งค่าได้โดย คลิกเลือกตรงกล่องข้อความ หรือคลิกตรงวัตถุที่ต้องการให้เคลื่อนไหว จากนั้น คลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเองและเลือกลักษณะพิเศษ แล้วตั้งค่าการเคลื่อนไหวตามต้องการ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวได้แล้ว
    ข้อที่ 9 ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม
    ตอบ  - Microsoft Excel
            - Microsoft Word
            - Microsoft Power Point
            - Movie Maker
    ข้อที่ 10 ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่อย่างไร
    ตอบ สามารถที่จะสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้ โดยใช้ ข้อมูลที่ออกมาอยู่ในรูปของ แผนภูมิ เสียง ภาพวีดิโอ วิดีทัศน์ กราฟ ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น
    ข้อที่ 11 เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint หรือไม่อย่างไร
    ตอบ อาจจะไม่จำเป็นมาก เพราะ เรามีสื่ออื่นๆที่สามารถที่จะนำเสนอข้อมูลได้แทนเครืองพิมพ์ได้ นั่นคือ การนำเสนอข้อมูลแบบฉายขึ้นบนโปรเจคเตอร์ หรืออาจจะเปิดในคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค รวมถึงอาจจะนำเสนอโดยไม่ต้องใช้ตัวอักษร เช่น การนำเสนอผ่านรูปภาพ เสียง หรือ แม้จะเป็นวีดิทัศน์ต่างๆก็สามารถทำได้
    ข้อที่ 12 Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร
    ตอบ สามารถทำได้โดยมีวิธีการ คือ คลิกปุ่มไอคอนคำว่า "แทรก" บริเวณแถบข้างบน จากนั้นกดเลือก รูปภาพ ภาพยนตร์ เสียง หรือ ภาพตัดปะ กดเลือกอันไหนก็ได้ตามความต้องการ และัก็ทำการเลือกรูปหรืิอเสียงที่เราได้เก็บบันทึกเอาไว้
    ข้อที่ 13 การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร
    ตอบ ดีกว่า เพราะว่า การที่นำเสนอด้วยแผนภูมิหรือว่าแผนผังและกราฟ จะทำให้เราเข้าใจข้อมูลทั้งหมดที่ได้กำหนดมาอย่างง่าย รวมถึง การนำเสนอดังกล่าวเป็นการนำเสนอที่น่าสนใจและน่าติดตามมากกว่าการนำเสนอในรูปแบบของตัวอักษรหรืิือตัวหนังสือที่ซ้ำไปซ้ำมาไม่น่าติดตาม
    ข้อที่ 14 การสร้างงานนำเสนอด้วย  Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกัน จะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง
    ตอบ ฮาร์ดแวร์ - เครื่องฉายโปรเจคเตอร์
            ซอร์ฟแวร์ - Microsoft Excel
    ข้อที่ 15 ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษรรูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน
    ตอบ เช่น วีดิทัศน์  โทรทัศน์  Microsoft PowerPoint โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค tablet เป็นต้น และยังมีสื่ออีกมากมายที่สามารถทำงานได้พร้อมกันหมด   
     


    edit @ 16 Aug 2011 22:19:04 by bryan

    การเขียนภาษา C

    posted on 09 Jul 2011 13:04 by lasanyaboy
     
     

    ภาษาซี (C Language) เป็นภาษาหนึ่งสำหรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์   พัฒนาขึ้นโดยนายเดนนิส  ริทชี่ (Dennis Ritche)  ในปี ค.ศ. 1972  เพื่อสร้างระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (Unix Operating System

    ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ Turbo  c/c++ Version 3.0

             Turbo  c/c++ Version 3.0 เป็นโปรแกรมเขียนภาษา C  โดยบอร์แลนด์  ซอฟต์แวร์  คอร์ปอเรชั่น (Borland Software Corporation)  ซึ่งเพรียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ มากมายอาทิเช่น โปรแกรมเรียบเรียงข้อความ  และโปรแกรมตรวจสอบและแปลคำสั่ง

     

    โครงสร้างของภาษา C ภาษา C เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ถูกค้นคิดขึ้นโดย Denis Ritchie ในปี ค.ศ. 1970
    โดยใช้ระบบปฏิบัติการของยูนิกซ์ (UNIX) นับจากนั้นมาก็ได้รับความนิยมเพิ่มขั้นจนถึงปัจจุบัน ภาษา C สามารถติดต่อในระดับฮาร์ดแวร์ได้ดีกว่าภาษาระดับสูงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาเบสิกฟอร์แทน ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติของภาษาระดับสูงอยู่ด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงจัดได้ว่าภาษา C เป็นภาษาระดับกลาง (Middle –lever language)
    ภาษา C เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดคอมไพล์ (compiled Language) ซึ่งมีคอมไพลเลอร์ (Compiler) ทำหน้าที่ในการคอมไพล์ (Compile) หรือแปลงคำสั่งทั้งหมดในโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่อง (Machine Language) เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์นำคำสั่งเหล่านั้นไปทำงานต่อไป

    โครงสร้างของภาษา C
    ทุกโปรแกรมของภาษา C มีโครงสร้างเป็นลักษณะดังรูป

      Int main (void)
    {

    เฮดเดอร์ไฟล์ (Header Files)
    เป็นส่วนที่เก็บไลบรารี่มาตรฐานของภาษา C ซึ่งจะถูกดึงเข้ามารวมกับโปรแกรมในขณะที่กำลังทำการคอมไพล์ โดยใช้คำสั่ง
    #include<ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์> หรือ
    #include  “ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์”
    ตัวอย่าง
    #include

                    เฮดเดอร์ไฟล์นี้จะมีส่วนขยายเป็น .h เสมอ และเฮดเดอร์ไฟล์เป็นส่วนที่จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 1 เฮดเดอร์ไฟล์ ก็คือ เฮดเดอร์ไฟล์ stdio.h ซึ่งจะเป็นที่เก็บไลบรารี่มาตรฐานที่จัดการเกี่ยวกับอินพุตและเอาท์พุต

    ส่วนตัวแปรแบบ Global (Global Variables)
    เป็นส่วนที่ใช้ประกาศตัวแปรหรือค่าต่าง ๆ ที่ให้ใช้ได้ทั้งโปรแกรม ซึ่งใช้ได้ทั้งโปรแกรม  ซึ่งในส่วนไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
    ฟังก์ชัน (Functions)
    เป็นส่วนที่เก็บคำสั่งต่าง ๆ ไว้ ซึ่งในภาษา C จะบังคับให้มีฟังก์ชันอย่างน้อย 1 ฟังก์ชั่นนั่นคือ ฟังก์ชั่น Main() และในโปรแกรม 1 โปรแกรมสามารถมีฟังก์ชันได้มากกว่า 1 ฟังก์ชั่น

    ส่วนตัวแปรแบบ Local (Local Variables)
    เป็นส่วนที่ใช้สำหรับประกาศตัวแปรที่จะใช้ในเฉพาะฟังก์ชันของตนเอง ฟังก์ชั่นอื่นไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้ได้ ซึ่งจะต้องทำการประกาศตัวแปรก่อนการใช้งานเสมอ  และจะต้องประกาศไว้ในส่วนนี้เท่านั้น
    ตัวแปรโปรแกรม (Statements)
    เป็นส่วนที่อยู่ถัดลงมาจากส่วนตัวแปรภายใน ซึ่งประกอบไปด้วยคำสั่งต่าง ๆ ของภาษา C และคำสั่งต่าง ๆ จะใช้เครื่องหมาย ; เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่าจบคำสั่งหนึ่ง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่ คำสั่งต่าง ๆ ของภาษา C เขียนด้วยตัวพิมพ์เล็ก เนื่องจากภาษา C จะแยกความแตกต่างชองตัวพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่หรือ Case Sensitive นั่นเอง ยกตัวอย่างใช้ Test, test หรือจะถือว่าเป็นตัวแปรคนละตัวกัน นอกจากนี้ภาษา C ยังไม่สนใจกับการขึ้นบรรทัดใหม่ เพราะฉะนั้นผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่งหลายคำสั่งในบรรทัดเดียวกันได้ โดยไม่เครื่องหมาย ; เป็นตัวจบคำสั่ง

     

    ค่าส่งกลับ (Return Value)
    เป็นส่วนที่บอกให้รู้ว่า ฟังก์ชันนี้จะส่งค่าอะไรกลับไปให้กับฟังก์ชั่นที่เรียกฟังก์ชั่น ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนจะยกไปกล่าวในเรื่องฟังก์ชั่นอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง

    หมายเหตุ (Comment)
           เป็นส่วนที่ใช้สำหรับแสดงข้อความเพื่ออธิบายสิ่งที่ต้องการในโปรแกรม ซึ่งจะใช้เครื่องหมาย /*และ */ ปิดหัวและปิดท้ายของข้อความที่ต้องการ

    รูปที่ 2-2 แสดงการเขียนหมายเหตุหรือ Comment ในลักษณะต่าง ๆ

    โปรแกรมที่ 2 – 1 โปรแกรมแรกสำหรับคุณ

    การตั้งชื่อ
    การตั้งชื่อ (Identifier) ให้กับตัวแปร ฟังก์ชันหรืออื่น ๆ มีกฎเกณฑ์ในการตั้งชื่อ ดังนี้
    1.  ตัวแรกของชื่อจะต้องขึ้นต้องด้วยตัวอักษรหรือเครื่องหมาย _ เท่านั้น
    2.  ตัวอักษรตั้งแต่ตัวที่ 2 สามารถเป็นตัวเลข หรือเครื่องหมาย_ก็ได้
    3.  จะต้องไม่มีการเว้นวรรคภายในชื่อ แต่สามารถใช้เครื่อง_คั่นได้
    4.  สามารถตั้งชื่อได้ยาไม่จำกัด แต่จะใช้ตัวอักษรแค่ 31 ตัวแรกในการอ้างอิง
    5.  ชื่อที่ตั้งด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก จะถือว่าเป็นคนละตัวกัน
    6.  ห้ามตั้งชื่อซ้ำกับคำสงวนของภาษา C
     
    ตัวอย่างการตั้งที่ถูกและผิด
     
                    แบบที่ถูก

                          แบบที่ผิด

    A

    $sum

    Student_name

    Student Name

    _SystemName

    2names

    A1

    int

     
     

    ชนิดข้อมูล
    ในการเขียนโปรแกรมภาษา C นั้น ผู้ใช้จะต้องกำหนดชนิดให้กับตัวแปรนั้นก่อนที่จะนำไปใช้งาน โดยผู้ใช้จะต้องรู้ว่าในภาษา C นั้นมีชนิดข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อจะเลือกใช้ได้อย่างถูก
    ต้องและเหมาะสม ในภาษา C จะมี 4 ชนิดข้อมูลมาตรฐาน ดังนี้

    ชนิดข้อมูลแบบไม่มีค่า หรือ Void Type (Void)
    ข้อมูลชนิดนี้ จะไม่มีค่าและจะไม่ใช้ในการกำหนดชนิดตัวแปร แต่ส่วนใหญ่จะใช้เกี่ยวกับฟังก์ชั่น ซึ่งจะขอยกไปอธิบายในเรื่องฟังก์ชั่น

     ชนิดข้อมูลมูลแบบจำนวนเต็ม หรือ Integer Type (int)
    เป็นชนิดข้อมูลที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม ไม่มีทศนิยม ซึ่งภาษา C จะแบ่งข้อมูลชนิดนี้ออกได้เป็น 3 ระดับ คือ short int,int และ long int ซึ่งแต่ละระดับนั้นจะมีขอบเขตการใช้งานที่แตกต่างกัน

     

     

     

     

     

     

     

    ชนิดข้อมูลแบบอักษร หรือ Character Type (char)
    ข้อมูลชนิดนี้ก็คือ ตัวอักษรตั้งแต่ A-Z เลข 0-9 และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ตามมาตรฐาน ACSII (American Standard Code Information Interchange) ซึ่งเมื่อกำหนดให้กับตัวแปรแล้วตัวแปรนั้นจะรับค่าได้เพียง 1 ตัวอักษรเท่านั้น และสามารถรับข้อมูลจำนวนเต็มตั้งแต่ถึง 127 จะใช้ขนาดหน่วยความจำ 1ไบต์หรือ 8 บิต

    ชนิดข้อมูลแบบทศนิยม หรือ Floating Point Type (flat)
    เป็นข้อมูลชนิดตัวเลขที่มีจุดทศนิยม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ float, double และ long double แต่ละระดับนั้นจะมีขอบเขตที่แตกต่างกันในการใช้งาน

    ตัวแปร
    ตัวแปร คือ ชื่อที่ใช้อ้างถึงตำแหน่งต่าง ๆ ในหน่วยความจำ ซึ่งใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ด้วยขนาดตามชนิดข้อมูล

    การประกาศตัวแปร
    การประกาศตัวแปรในภาษา C นั้นสามรถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การประกาศตัวแปรแบบเอกภาพ หรือการประกาศตัวแปรแบบ Global คือ ตัวแปรที่จะสามารถเรียกใช้ได้ทั้งโปรแกรม และแบบที่สองการประกาศตัวแปรแบบภายใน หรือการประกาศตัวแปรแบบ Local ซึ่งตัวแปรแระเภทนี้จะใช้ได้ในเฉพาะฟังก์ชั่นของตัวเองเท่านั้น

    #include<stdio.h>
    int total; /*การประกาศตัวแปรแบบ Global */
    main()
    {
    int price,money; /*การประกาศตัวแปรแบบ Local*/

    }

      

    รูปที่ 2-3 แสดงการประกาศตัวแปรแบบต่าง ๆ

    การกำหนดค่าให้กับตัวแปร
    การกำหนดค่าให้กับตัวแปรนั้น จะสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ตอนที่ประกาศตัวแปรเลยหรือจะกำหนดให้ภายในโปรแกรมก็ได้ ซึ่งการกำหนดค่าจะใช้เครื่องหมาย = กั้นตรงกลาง
    int total = 0;
    ถ้ามีตัวแปรข้อมูลชนิดเดียวกัน ก็สามารถทำแบบนี้ได้
    int total =0,sum
    หรือ
    int total =0,sum=0;
    ถ้าเป็นการกำหนดภายในโปรแกรม ซึ่งตัวแปรนั้นได้ประกาศไว้แล้วสามารถทำแบบนี้
    total = 50;
    หรือ
    total = total+sum
    หรือกำหนดค่าจาการพิมพ์ข้อมูลเข้าทางคีย์บอร์ด
    scanf(“%d”,&total);

    โปรแกรมที่ 2-2 การประกาศและใช้ตัวแปร
    #include<stdio.h>
    /*การประกาศตัวแปร Global*/
    int sum = 0;
    int main(void)
    {
    /*การประกาศตัวแปรแบบ Local */
    int a;
    int b;
    int c;

    /*คำสั่ง */
    printf(“\nWelcome. This Program adds\n”);
    printf(“threenumbers.Enter three numbers\n”);
    printf(“in the form: nnn nnn nnn <retur>\n”);
    scanf(“%d %d %d”,&a,&b,&c);
    /* ทำการบวกค่าระหว่าง a,b และ c เข้าด้วยกันแล้วกำหนดค่าให้ sum*/
    sum=a+b+c;
    printf(“The total is: %d\n”,sum);
    printf(“Thant you. Have a good day.\n”);
    return 0;
    }
    ผลการทำงาน:
    Welcome. This Program adds
    Three numbers. Enter three number
    In the form: nnn nnn nnn <return>
    11 22 23
    The total is: 56
    Thank you. Have a good day.

     

    การกำหนดชนิดข้อมูลแบบชั่วคราว
    เมื่อผู้ใช้ได้กำหนดชนิดข้อมูลให้กับตัวแปรใด ๆ ไปแล้ว ตัวแปรตัวนั้นจะมีชนิดข้อมูลเป็นแบบที่กำหนดให้ตลอดไป บางครั้งการเขียนโปรแกรมอาจจะต้องมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดข้อมูลของตัวแปรตัวนั้น ซึ่งภาษาซี ก็มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้
    รูปแบบ
    ([ชนิดข้อมูล])[ตัวแปร]
    ตัวอย่าง
    (float)a
    (int)a
    โปรแกรมที่ 2-3 แสดงการใช้ตัวแปรแบบชั่วคราว
    #include<stdio.h>
    int main(void)
    {
    float a= 25.3658;
    printf(“Value of a : %\n”,a);
    printf(“Value of a when set is integer : %d\n”,(int)a);
    return 0;
    }
    ผลการทำงาน :
    Value of a : 25.365801
    Value of a when change is integer : 25

    ชนิดข้อมูลแบบค่าคงที่ (Constants)
    ชนิดข้อมูลประเภทนี้ ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นชนิดข้อมูลแบบค่าคงที่ ซึ่งก็คือข้อมูลตัวแปรประเภทที่เป็น Constants ผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรตัวนั้น ในขณะที่โปรแกรมทำงานอยู่
    รูปแบบ
    Const[ชนิดข้อมูล][ตัวแปร]=[ค่าหรือ นิพจน์]
    ตัวอย่าง
    const folat a = 5.23;
    const int b = a%2;

    โปรแกรมที่ 2-4 การใช้ตัวแปรชนิดข้อแบบค่าคงที่
    #include<stdio.h>
    imt main(void)
    {
    const float pi = 3.14159;
    float radius;
    radius = 3;
    printf(“Value of pi  : %f\n”,pi);
    printf(“Value of area : %f\n”,pi*(radius*radius));
    return 0;
    }
    ผลการทำงาน:
    Value of pi : 3.141590
    Value of area : 28.274311

    constant นั้นสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
    Integer Constants เป็นค่าคงที่ชนิดข้อมูลแบบตัวเลขจำนวนเต็มไม่มีจุดทศนิยม
    const int a = 5;

    Floating-Point Constants เป็นค่าคงที่ชนิดข้อมูลแบบตัวเลขที่มีจุดทศนิยม
    const float b = 5.6394;

    Character Constants เป็นค่าคงที่ชนิดตัวอักษร ซึ่งจะต้องอยู่ภายในเครื่องหมาย ‘’เท่านั้น
    const char b = ‘t’;

    String Constants เป็นค่าคงที่เป็นข้อความ ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้เครื่องหมาย “”เท่านั้น
    “”
    “h”
    “Hello world\n”
    “HOW ARE YOU”
    “Good Morning!”
    โปรแกรมที่ 2-5 การใช้ตัวแปรชนิดข้อมูลแบบค่าคงที่แบบต่าง ๆ
    #includ<stdio.h>
    int main(void)
    {
    const int a = 3; /*Integer Constats*/
    const flat b = 3.14159; /*Floating – Point Constants*/
    const cahr c = ‘P’; /*Character Constants*/
    printf(“Value of a: %d\n”,a);
    printf(“Value of b: %d\n”,b);
    printf(“Value of c: %d\n”,c);
    printf(“Good Bye”); /*String Constants*/
    return 0;
    }
    ผลการทำงาน
    Value of  a : 3
    Value of  b : 3.141590
    Value of  c : P
    Good Bye

    Statements
                        statements ในภาษา c คือ คำสั่งต่าง ไ ที่ประกอบขึ้นจนเป็นตัวโปรแกรม ซึ่งในภาษา c นั้นได้แบ่งออกเป็น 6 แบบ คือ Expression Statement และ Compound Statement ณ.ที่นี้จะมีด้วยกัน 2 แบบ

    1. Expression Statement  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Single Statement ซึ่ง Statement  แบบนั้นจะต้องมีเครื่องหมาย; หลังจาก statement เมื่อภาษา C พบเครื่องหมาย ; จะทำให้มันรู้ว่าจบชุดคำสั่งแล้ว แล้วจึงข้ามไปทำ Statement ชุดต่อไป

           a = 2;
    หรือ
    printf(“x contains %d, y contains %d\n”,x,y);

    Compound Statement คือ ชุดคำสั่งที่มีคำสั่งต่าง ๆ รวมอยู่ด้านใน Block ซึ่งจะใช้เครื่องหมาย {เป็นการเปิดชุดคำสั่ง และใช้} เป็นตัวปิดชุดคำสั่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับ Statement แบบนี้ คือ ตัวฟังก์ชั่น Main โดยทั่ว ๆ ไปในภาษา C Compound Statement จะเป็นตัวฟังชั่น

    edit @ 9 Jul 2011 13:28:36 by bryan